วันพุธที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

หมูแดงสุพรรณ แต่ดันอยู่ปากช่อง

ในปากช่องร้านอาหารที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงก็มีไม่เยอะมากเท่าไร และนี่ ร้านข้าวหมูแดงสุพรรณ หนึ่งเดียวในปากช่อง ถือว่าเป็นร้านในตำนานของปากช่องอีกร้านนึงเช่นกัน เราลองมาชมรายละเอียดกัน

ข้าวหมูแดงสุพรรณต้นตำหรับ 37ปีแล้วที่เปิดกิจการกันมา ตัวจริงเสียงจริง
อยากให้ลองไปทานดู เพราะถ้าพูดถึงข้าวหมูแดง หมูกรอบแล้วก็ มาที่นี่ไม่ผิดหวังจริงๆ วัตถุดิบ และความยาวนาน 37ปีเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า ของดีดีใน ปากช่อง ก็ที่นี่แหละ ส่วนที่จอดรถก็สามารถไปจอดได้ที่ฝั่งตรงข้าม จอดได้ 50คัน ไม่ต้องกลัวปัญหาเรื่องที่จอดรถ แล้วก็ทางร้านจะหยุดเดือนละ 2ครั้งทุกๆสิ้นเดือน แต่ไม่แน่นอนว่าวันไหนนะ ยังไงถ้าตั้งใจไปทาน รบกวนโทรไปถามที่ร้านว่า เปิดร้านหรือป่าวและหมดหรือยัง เหลืออะไรบ้าง?

บริเวณที่ตั้ง: ตัวเมืองปากช่อง สังเกตสถานีรถไฟอำเภอปากช่อง, เข้าซอยหอนาฬิกาสุดซอย แล้วเลี้ยวซ้าย
วันเปิดบริการ: จันทร์ • อังคาร • พุธ • พฤหัสบดี • ศุกร์ • เสาร์ • อาทิตย์
เปิดเวลา: 06.00 ปิดเวลา: 14.00 เบอร์ติดต่อ: 044312062 , 0817251160ที่อยู่: 77 ถ.เทศบาล 17 ต.ปากช่อง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
เมนูแนะนำ: ข้าวหมูแดง , ข้าวหมูกรอบ , ต้มเลือดหมู
จำนวนที่นั่ง: 45

วันอังคารที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2551




Waterside Resort Restaurant



ร้านอาหารสไตล์ Contemporary resort ภายในร้านตกแต่งและโดดเด่นด้วยโคมไฟทรงสูง รายรอบอยู่บนพื้นน้ำ 15 ไร่

และชิดริมน้ำทุกที่นั่งทั้งแบบ Indoor และ Outdoor อีกทั้งยังมีมุมโรแมนติกที่มีความเป็นส่วนตัว สำหรับคู่รัก

และมุมเฮฮาสังสรรค์กับเพื่อนๆ




อาหารแนะนำ


คอหมูย่างกระทะร้อน




ขาหมูเยอรมันทอดกรอบ




พล่ากุ้งแม่น้ำแซ่บ

ที่สำคัญร้านนี้อยู่ใกล้ ม.เกริก มากๆ ร้านอาหารบรรยากาศดีๆอาหารอร่อย

ว่างๆนัดกันมาสังสรรค์ที่นี่บ้างก็ได้นะจ๊ะ

วันศุกร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2551

Quiz # 4.

คำถาม Human Resource Information System (HRIS) ในกรณีที่บริษัทของท่านมีสาขาอยู่ทั่วทุกภาค มีพนักงานมากกว่า 10,000 คน ท่านสามารถนำระบบ HRISมาประยุกต์ใช้ในบริษัทของท่านอย่างไร จึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคล (Human Resource Information System – HRIS)
คือ กรรมวิธีเชิงระบบสำหรับจัดการข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับทรัพยากรบุคคลและกิจกรรมด้านงานบุคคลที่จำเป็นต่อองค์กร ซึ่งกรรมวิธีดังกล่าวประกอบด้วยการรวบรวม การจัดเก็บ การรักษา และการเรียกข้อมูลต่างๆ กลับมาใช้ โดยจะนำเอาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อนมาช่วยในการทำงาน หรือจะใช้โปรแกรมเวิร์ดโปรเซสเซอร์ธรรมดาเพื่อบันทึกรายงานการทำเงินเดือน บันทึกเวลาทำงานของพนักงานก็ได้
การนำเอาซอฟท์แวร์และเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในระบบ HRIS ก็เพื่อให้กระบวนการจัดการข้อมูลเหล่านี้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น มีต้นทุนในการดำเนินงานลดลง เพราะโดยปกติแล้วแอพพลิเคชั่นต่างๆ มักจะทำงานด้านธุรการได้เร็วกว่าคน โดยใช้กระดาษน้อยกว่าและอาจต้องการคนทำงานน้อยลงกว่าเดิมด้วย ซึ่งระบบ HRIS ในส่วนที่เป็นเทคโนโลยีนี้เราเรียกว่า e-HR แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า e-HR กับ HRIS คือสิ่งเดียวกัน
HRIS ที่ดีจะมีประโยชน์ต่อการวางแผนกำลังคน การคาดคะเนความต้องการกำลังคน และการจัดเตรียมโปรแกรมการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรขององค์กรในระยะยาวได้ นอกจากนี้มันยังทำให้เราสามารถกำหนดค่าจ้างและจัดสวัสดิการที่แข่งขันกับองค์กรอื่นๆ ได้ด้วย ซึ่งจากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าจุดประสงค์ของระบบสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคลนั้นก็คือ เพื่อจัดเตรียมข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจด้านทรัพยากรบุคคลและข้อมูลที่คนในองค์กรต้องการ (Kovach, Kenneth A, Cathcart, Charles E Jr, Human resource information systems (HRIS): Providing business with rapid data access, information exchange and strategic advantage, 1999)
การปรับรื้อกระบวนการด้านบุคคลโดยนำเอาระบบ HRIS มาใช้นี้ จะมุ่งเน้นไปที่วิธีใช้ข้อมูลของผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคล ทั้งนี้คุณค่าของข้อมูลด้านทรัพยากรบุคคลที่เก็บรวบรวมมานั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 2 ประการคือ
1) การมีข้อมูลดังกล่าวจะทำให้การตัดสินใจต่างๆ ดีขึ้นแค่ไหน
2) แต่ละการตัดสินใจที่ดีขึ้นนั้น ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่องค์กรเท่าไหร่จากนั้นเราก็จะทำการเปรียบเทียบระหว่างคุณค่าของข้อมูลกับต้นทุนของข้อมูล เพื่อตัดสินใจว่าการทำให้ได้ข้อมูลนั้นมาเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าหรือไม่
องค์ประกอบของ HRIS
องค์ประกอบสำคัญเชิงกระบวนการของระบบนี้ มี 3 องค์ประกอบด้วยกันคือ.....
Input - Data Maintenance - Output
Input คือการป้อนข้อมูลด้านบุคลากรต่างๆ เช่น ข้อมูลพนักงานใหม่ รายงานผลการปฏิบัติงาน ข้อมูลการทำเงินเดือนพนักงาน บันทึกอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับพนักงาน บันทึกการเข้ารับการฝึกอบรมของพนักงาน เข้าไปในระบบ ซึ่งในปัจจุบันนอกจากข้อมูลที่เป็นตัวหนังสือแล้ว เทคโนโลยียังทำให้เราสามารถจัดเก็บรูปภาพ สำเนาของเอกสาร รวมไปถึงลายเซ็นของคนในองค์กรได้ด้วยหลังจากป้อนข้อมูลเข้าไปในระบบแล้ว ก็จะเป็นการบำรุงรักษาข้อมูล ซึ่งหมายถึงการเพิ่มข้อมูลใหม่เข้าไป และการปรับปรุงข้อมูลให้มีความทันสมัย เช่น ถ้ามีการเลื่อนตำแหน่งหรือปรับเงินเดือนให้กับพนักงาน เราก็จะป้อนข้อมูลใหม่นี้เข้าไป และก็ต้องเข้าไปปรับข้อมูลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในส่วนของเงินเดือนของพนักงานของบริษัท ข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างองค์กร เป็นต้น

ส่วนกระบวนการขั้นสุดท้ายคือ Output ซึ่งจะมีการประมวลผลข้อมูล จัดทำรายงาน เอกสารให้อยู่ในรูปแบบที่ง่ายต่อความเข้าใจให้ง่ายต่อการนำไปใช้งาน ดังนั้นเราจึงต้องคำนึงถึงผู้ใช้งาน (เช่น พนักงาน ผู้จัดการสายงาน เจ้าหน้าที่ทรัพยากรบุคคล) และวิธีนำเอาข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ เช่น ใช้ผ่านระบบอินทราเน็ต/อินเตอร์เน็ต ผ่านโทรศัพท์ หรือผ่านทางเจ้าหน้าที่ทรัพยากรบุคคล เป็นต้น
สำหรับคำถามที่ถามว่าในกรณีที่บริษัทของท่านมีสาขาอยู่ทั่วทุกภาค มีพนักงานมากกว่า 10,000 คน ท่านสามารถนำเอาระบบ HRIS มาประยุกต์ใช้ในบริษัทของท่านอย่างไร จึงเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
จากคำถามจะเห็นได้ว่าบริษัทของเรามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาเครื่องมือหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพ เข้ามาช่วยในการทำงาน ซึ่งเราคงไม่อาจปฏิเสธเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีการพัฒนาและก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและหลายองค์กรได้นำคอมพิวเตอร์มาช่วยพัฒนาระบบงานโดยเฉพาะในด้านฐานข้อมูลและการประมวลผลที่รวดเร็วเรียกว่า ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารทรัพยากรบุคคล (Human Resource Infomation System;HRIS) แทบจะทุกองค์กรในปัจจุบัน และในขณะนี้ก็มีระบบสำเร็จรูปที่มีผู้พัฒนาขึ้นมาให้เลือกใช้มากมาย ความสามารถของการทำงานก็แตกต่างกันขึ้นอยู่กับผู้พัฒนาระบบ เพราะเขาต้องการให้ระบบของเขานั้นครอบคลุมสำหรับทุกองค์กรเป็นหลัก ดังนั้นการเลือกหาระบบสำเร็จรูป จึงต้องมีการพิจารณาความเหมาะสมให้ดี สำหรับบริษัทเรามีสาขามากมายทั่วทุกภาค และมีจำนวนพนักงานมากกว่า10,000 คน เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารงานระบบต่างๆ ของงานบริหารทรัพยากรบุคคล เราอาจจะเลือกระบบHRIS ที่มีระบบงานย่อยต่างๆดังนี้
1)ระบบทะเบียนประวัติพื้นฐานของพนักงาน (Personal base system)
2)ระบบบันทึกเวลาเข้า-ออกของพนักงาน(Time attendance system)
3)ระบบการจ่ายค่าจ้างและเงินเดือน (Payroll system)
4)ระบบการประเมินผลงานและการเลื่อนขั้นตำแหน่ง(Promotion and Evaluation
5)ระบบการพัฒนาและการฝึกอบรม(Training and development system)
6)ระบบการจัดสวัสดิการพนักงาน(Welfare system)
7)ระบบการสรรหาและคัดเลือกพนักงาน(Recruitment system)
จากระบบย่อยต่างๆเหล่านี้เราสามารถนำเอาระบบHRIS เข้ามาบริหารงานได้ดังต่อไปนี้
1)ระบบทะเบียนประวัติพื้นฐานของพนักงาน (Personal base system)
ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าเป็นระบบงานที่ค่อนข้างจะซับซ้อนและเสียเวลามากดั้งนั้นระบบการจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวกับโครงสร้างองค์กร,ข้อมูลประวัติพนักงาน,การกำหนดค่าเริ่มต้นของระบบ และรหัสพื้นฐานต่างๆเช่นรหัสหน่วยงาน,รหัสตำแหน่ง เป็นต้นซึ่งข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ จะถูกนำไปใช้ร่วมกับระบบงานอื่นๆได้ด้วย ในลักษณะของฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ ระบบข้อมูลพื้นฐานนี้จะเป็นส่วนช่วยในการเชื่อมโยงระบบอื่นๆเข้าด้วยกัน เนื่องจากเป็นการแบ่งการใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน ดังนั้นถ้าไม่มีข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ ระบบอื่นๆก็อาจไม่สามารถทำงานได้เลย หรืออาจทำงานซ้ำซ้อนกัน ซึ่งจะทำให้เสียเวลาและสิ้นเปลืองทรัพยากรโดยใช่เหตุ ระบบนี้จะเป็นส่วนที่เก็บข้อมูลรายละเอียดของพนักงานแต่ละคน เช่น ข้อมูลส่วนตัว,ข้อมูลการทำงาน,ข้อมูลเกี่ยวกับการเสียภาษี , สรุปเวลาทำงาน , ประวัติการประเมินผลงานตลอดจนเอกสารสำคัญต่างๆ ซึ่งอาจเก็บในไฟล์รูปภาพ เช่น รูปของพนักงาน , สำเนาบัตรประชาชน , สำเนาทะเบียนบ้าน เป็นต้น
ซึ่งเราอาจจะเลือกระบบที่มีความสามารถดังนี้
- สามารถสร้างเงื่อนไขในการพิมพ์รายงานได้ไม่จำกัด และสามารถเก็บบันทึกเงื่อนไขที่ใช้เป็นประจำในแต่ละรายงานได้
- สามารถเก็บข้อมูลประวัติของพนักงานถูกต้องครบถ้วนและทันสมัยตลอดเวลา
- มีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
- สามารถพิมพ์ภาษาไทยและอังกฤษได้
- สามารถกำหนดเงื่อนไขในการค้นหาข้อมูลได้หลายแบบง่ายต่อการเรียกใช้งาน
- ควรมีความสามารถในด้านเครือข่าย เพื่อตอบสนองการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆในแต่ละสาขาที่แบ่งแยกกัน
- และต้องมีระบบการสำรองข้อมูลไว้ด้วย
2)ระบบบันทึกเวลาเข้า-ออกของพนักงาน (Time Attendance)
สามารถดึงข้อมูลจากเครื่องรูดบัตรเข้าสู่คอมพิวเตอร์เพื่อประเมินผลได้ จากความก้าวหน้าของระบบHRIS ควรจะมีความสามารถในการบริหารเวลาในระบบงานด้วยโดยอาจเพิ่มเติมความสามารถอื่นเข้าไปด้วยเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเช่น
- สามารถใช้กับเครื่องรูดบัตรได้ทุกยี่ห้อ
- สามารถกำหนดแผนการทำงานของพนักงานได้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นพนักงานรายเดือน รายวันหรือพนักงานที่มีการเข้ากะแตกต่างกัน
- สามารถตรวจสอบเวลาการทำงานที่ข้ามวันได้
- มีการรายงานข้อผิดพลาดต่างๆเช่น พนักงานไม่รูดบัตรเข้าหรือออก รายงานการมาสาย หรือเลิกงานก่อนเวลา
- สามารถแสดงสถิติการหยุดงาน การป่วย ลา มาสาย ของพนักงานแต่ละคน
- มีระบบเอกสารรองรับการปรับปรุงข้อมูลเวลา ในกรณีที่จำเป็นต้องแก้ไขข้อมูล เช่นใบแลกกะ ,ใบปรับเวลาการทำงาน, ใบบันทึกกรณีลืมรูดบัตร ,ใบบันทึกการลา เป็นต้น
3)ระบบการจ่ายค่าจ้างและเงินเดือน(Payroll system)
ระบบการจ่ายค่าจ้างและเงินเดือนของแต่ละบริษัทอาจมีรูปแบบแตกต่างกันอีกทั้งเงื่อนไขการคิดคำนวณก็แตกต่างกันขึ้นอยู่กับตำแหน่ง หรือช่วงเวลาทำงาน เช่น ค่ากะ,ค่าอาหาร,เบี้ยเลี้ยงการเดินทาง โดยที่เงื่อนไขเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นเราควรเลือกระบบที่สามารถกำหนดเงื่อนไขและสูตรการคำนวณรายได้หรือเงินหักต่างๆได้เองตลอดเวลา โดยไม่ต้องแก้ไขที่ตัวโปรแกรม
และความสามารถของระบบนี้ที่ควรจะมีได้แก่
- มีความยืดหยุ่นในการเพิ่มหรือลดสูตรคำนวณรายได้และเงินหัก
- สามารถจัดส่งข้อมูลการจ่าเงินเดือนพนักงาน ในรูปแบบที่ต้องการของแต่ละธนาคารได้ สำหรับจ่ายเงินเดือนผ่านธนาคาร
- สามารถส่งข้อมูลให้กับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องได้ เช่น ข้อมูลกองทุนประกันสังคม , รายงานภาษีที่ส่งสรรพากร เป็นต้น
- สามารถกำหนดเงื่อนไขการหักกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้หลายอย่าง
- สามารถพิมพ์รายงานด้านภาษีได้ครอบคลุมทุกรูปแบบ เช่น ภงด.1, ภงด.1ก , ภงด.91 , 50ทวิ เป็นต้น
4)ระบบการประเมินผลงานและการเลื่อนขั้นตำแหน่ง(Promotion and Evaluation)
ระบบการประเมินผลงานในปัจจุบันของแต่ละองค์กร จะมีรูปแบบที่หลากหลาย จนไม่อาจถือว่าเป็นมาตรฐานได้ เพราะแต่ละระบบก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน มีความเหมาะสมกับแต่ละองค์กรไม่เหมือนกัน ดังนั้นเราควรเลือกระบบHRIS ที่มีความยึดหยุ่นในเรื่องของการประเมินผลงาน ซึ่งระบบควรจะสามารถสร้างใบประเมินได้โดยที่หัวข้อการประเมินนั้นสามารถกำหนดได้ตามกลุ่มของพนักงาน ซึ่งอาจจะมีความแตกต่างกันทั้งในเรื่องหัวข้อที่จะประเมิน เงื่อนไขต่างๆ การให้คะแนน อาจจะมีระบบการจำลองวิธีการปรับเงินเดือน หรือการจ่ายโบนัส เพื่อควบคุมให้อยู่ในงบประมาณที่กำหนด หรือนำผลที่ได้มาช่วยในการตัดสินใจว่าควรปรับเงินเดือนหรือจ่ายโบนัส และนอกจากนี้ระบบจะช่วยในการเก็บบันทึกประวัติการประเมินผลงาน , ประวัติการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง , การทำความดีหรือการถูกลงโทษ , ประวัติการปรับเงินเดือน หรือการจ่ายโบนัสไว้ทุกครั้งโดยอัตโนมัติ เพื่อเรียกดูประวัติการประเมินผลงานย้อนหลังได้เมื่อต้องการ ดังนั้นเราควรเลือกระบบที่มีความสามารถช่วยบริหารงานดังนี้
- สามารถกำหนดหัวข้อในการประเมินได้ไม่จำกัด สามารถจัดกลุ่มหรือแยกวัตถุประสงค์ในการประเมินต่างๆกันได้ตามความต้องการ
- สามารถตั้งเงื่อนไขหรือสูตรคำนวณคะแนนสำหรับประเมินผลได้
- สามารถสร้างแบบจำลองการปรับเงินเดือนได้หลายรูปแบบ เพื่อให้ผู้บริหารนำมาประกอบการตัดสินใจ
- สามารถเก็บบันทึกประวัติการประเมินผล , การปรับเงินเดือน , การเลื่อนตำแหน่ง พร้อมทั้งเหตุผลในการปรับ เป็นต้น
5)ระบบการพัฒนาและฝึกอบรม (Training and development system)
จะเห็นว่าหลายองค์กรในปัจจุบัน ต่างก็พยายามที่จะมุ่งพัฒนาคุณภาพการทำงาน ทั้งการผลิต และบริการเพื่อให้ได้รับรองมาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับ จากการมุ่งสู่ระบบมาตรฐานสากลนี้จึงมีข้อกำหนดให้องค์กรจะต้องจัดการในเรื่องของการพัฒนาและฝึกอบรมให้เป็นระบบ สามารถยืนยันและสอบกลับได้ว่าบุคคลนั้นได้รับการฝึกอบรมในงานที่ต้องรับผิดชอบมาอย่างถูกต้อง องค์กรจะต้องกำหนด Job Description ของแต่ละตำแหน่งงาน ซึ่งประกอบด้วย หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ , อำนาจในการบริหาร , คุณสมบัติของบุคลากร เป็นต้น และการตรวจสอบว่าบุคคลใดได้ผ่านการ ฝึกอบรมมานั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและ เสียเวลา และกำลังคนมาก เราจึงควรมีระบบHRIS ที่มีโมดูลที่รองรับในเรื่องนี้ เพื่อใช้ตรวจสอบว่าบุคคลได้ผ่านการฝึกอบรมในเรื่องใดมาบ้างแล้ว และสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ คัดเลือกบุคลากรในการส่งเสริมให้มีการพัฒนาหรือปรับเปลี่ยนตำแหน่งในอนาคต ดังนั้นเราควรเลือกระบบที่มีองค์ประกอบดังนี้
- สามารถจัดทำแผนการฝึกอบรมของพนักงานแต่ละคน หรือแต่ละตำแหน่งงานออกมาได้โดยอัตโนมัติ พร้อมทั้งประมาณการค่าใช้จ่ายต่างๆเพื่อให้สามารถจัดเตรียมงบประมาณได้
- สามารถเก็บบันทึกผลการประเมินการฝึกอบรมในแต่ละหลักสูตร ทั้งในเรื่องของวิทยากร , ผลที่ได้รับ , ผลที่ได้รับ , เนื้อหา , ค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อนำมาวิเคราะห์สำหรับการวางแผนฝึกอบรมในครั้งต่อๆไป
- สามารถพิมพ์รายงานสรุปค่าใช้ในการจัดฝึกอบรม ตามเงื่อนไขต่างๆ เช่น แยกเป็นหน่วยงาน , แยกตามหลักสูตร , หรือแยกเป็นปีงบประมาณ เป็นต้น เพื่อนำเสนอต่อผู้บริหารได้
6)ระบบจัดสวัสดิการพนักงาน(Welfare system)
ในองค์กรอาจมีการจัดสวัสดิการให้กับพนักงานนอกจากค่าจ้างและเงินเดือนแล้ว ซึ่งประเภทของสวัสดิการก็จะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ความสามารถขององค์กรสวัสดิการบางอย่างมีการจำกัดจำนวนการใช้ บางอย่างจำกัดวงเงินในการใช้ และสวัสดิการบางอย่างก็จำกัดเฉพาะบางตำแหน่งเท่านั้น เราจึงควรเลือกระบบที่จะมาช่วยในการควบคุมในเรื่องของการจัดสวัสดิการให้พนักงาน ที่มีความสามารถในเรื่องต่างๆดังนี้
- ช่วยรายงานประเภทของสวัสดิการต่างๆที่องค์กรจัดให้กับพนักงาน ตลอดจนเงื่อนไขในการใช้สวัสดิการนั้นๆ
- ระบบสามารถแจ้งเตือนให้ทราบได้ว่า พนักงานคนใดได้ใช้สวัสดิการใดเกินกว่าที่องค์กรกำหนดแล้ว พร้อมทั้งสามารถรายงานรายละเอียดต่างๆได้
- ในกรณีการเบิกค่ารักษาพยาบาล สามารถที่จะนำมาวิเคราะห์ถึงโรคหรืออาการที่เกิดขึ้นบ่อยๆกับพนักงาน เพื่อวางแผนป้องกันได้
- สามารถสรุปค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแต่ละปี เพื่อนำไปวางแผนงบประมาณปีต่อไปได้
7)ระบบการสรรหาและคัดเลือกพนักงาน(Recruitment system)
การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการสรรหาและคัดเลือกบุคลากร ซึ่งระบบนี้จะแยกข้อมูลออกจากระบบอื่นๆที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น เนื่องจากผู้สมัครแต่ละคนยังไม่ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นพนักงานขององค์กร แต่เมื่อไรผ่านกระบวนการคัดเลือกแล้ว เช่น การทดสอบหรือสัมภาษณ์ ระบบจะสามารถโอนข้อมูลพนักงานนั้นเข้าสู่ระบบได้โดยอัตโนมัติ ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องไปบันทึกประวัติพนักงานซ้ำอีก ซึ่งระบบอาจจะประกอบไปด้วยรายการต่างๆดังนี้
- สามารถออกรายงาน หรือแบบฟอร์มรายชื่อผู้สมัคร เพื่อนำไปใช้ในการสอบสัมภาษณ์โดยสามารถกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ในการออกรายงานได้ เช่น ตำแหน่งที่สมัครงาน , อายุ , การศึกษา และ เพศ เป็นต้น
- สามารถบันทึกรายละเอียดผลขอการสัมภาษณ์ หรือผลการทดสอบ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการคัดเลือก
- ช่วยในการโอนข้อมูลที่เกี่ยวข้องต่างๆเข้าสู่ส่วนกลาง โดยไม่ต้องทำการบันทึกข้อมูลใหม่
HRIS เป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง เพราะแม้แต่ซอฟท์แวร์ธรรมดาๆ ที่ไม่ซับซ้อนนักก็อาจมีราคาสูง ซึ่งนี่ยังไม่รวมถึงต้นทุนด้านฮาร์ดแวร์ การฝึกอบรม และต้นทุนในการบำรุงรักษาระบบ ดังนั้นผู้จัดการทรัพยากรบุคคลจึงต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบถึงคุณค่าของข้อมูลที่จะกำหนดให้มีในระบบ เพราะถึงแม้ระบบอาจทำให้การจัดเก็บและการนำเอาข้อมูลมาใช้เป็นไปได้ง่ายขึ้น แต่มันก็สามารถลดคุณค่าของข้อมูลลงได้เช่นกัน ถ้าระบบนั้นยุ่งยากซับซ้อนจนพนักงานไม่อยากใช้ หรือไม่สามารถใช้ได้เนื่องจากไม่เข้าใจในระบบนั้น ด้วยเหตุนี้เองเราจึงต้องพิจารณาจุดประสงค์ทั่วไป 2 ประการของ HRIS คือ 1) จุดประสงค์ในเชิงบริหารจัดการที่จะลดต้นทุนและเวลาในการดำเนินการ 2) สนับสนุนการตัดสินใจที่จะช่วยให้ผู้จัดการฝ่ายบุคคล ผู้จัดการสายงานและพนักงานตัดสินใจได้ดีขึ้น ซึ่งประเด็นสำคัญในที่นี้คือการตัดสินใจที่ดีขึ้น ไม่ใช่แค่การประมวลผลข้อมูลที่เร็วขึ้น
ทุกองค์กรที่นำระบบ HRIS มาใช้จะเจอปัญหาไม่เหมือนกัน แล้วแต่รูปแบบธุรกิจและขนาดขององค์กร รวมไปถึงปัจจัยอื่นๆ ฉะนั้น องค์กรที่นะระบบนี้มาใช้จึงทำในลักษณะใช้ไปปรับปรุงไป ในช่วงแรกๆ ข้อดี – ข้อเสียของ HRIS (Human Resource Information System)ก่อนที่จะกล่าวถึงข้อดี – ข้อเสียของ HRIS นั้น เราต้องเข้าใจก่อนว่า HRIS คือระบบการบริหารจัดการที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารคนแก่บรรดาผู้จัดการ / ผู้บริหาร สำหรับนำไปใช้ในการตัดสินใจในเรื่องคน มันไม่ใช่ระบบทรัพยากรมนุษย์ทั้งนี้ HRIS ที่มีประสิทธิภาพเต็มที่ควรจะเป็นระบบ web – based ด้วยข้อดีของ HRIS- มันจะช่วยให้กระบวนการสรรหาคัดเลือกบุคลากรมีความคล่องตัวมากขึ้น เจ้าหน้าที่สรรหาบุคลากรใช้เวลาในการติดต่อกับผู้สมัครน้อยลง เนื่องจากมันมีระบบตอบรับ / ตอบกลับ / แจ้งผลแบบอัตโนมัติ- ช่วยลดเวลาในการวางแผนและบริการการฝึกอบรมพนักงาน- ช่วยให้เราสามารถบริหารผลการปฏิบัติงานได้ดีขึ้น- HRIS จะช่วยลดปริมาณงานเอกสารและเวลาในการจัดเก็บข้อมือต่างๆ ด้วยคนลง- มันทำให้เราสามารถจัดเก็บ / เรียกข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรบุคคลในองค์กรทั้งหมด ที่เก็บไว้ในส่วนกลาง มาดูได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำ- ทำให้พนักงานในต่างสาขา / ต่างภูมิภาค สามารถเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ส่วนกลางได้- มันจะทำให้เราสามารถคาดคะเนแบบแผนในการทำงานของพนักงาน และวิกฤตกาล (ด้านคน) ที่กำลังใกล้เข้ามาได้ล่วงหน้า (เช่น อัตราการลาออกที่กำลังสูงขึ้นผิดปกติในบางแผนกและสาเหตุของมัน) ซึ่งจะทำให้เราสามารถจัดการกับปัญหาด้านคนได้ก่อนที่ปัญหานั้นจะลุกลามบานปลายข้อเสียของ HRISข้อเสียที่สำคัญของมันคือ ค่าใช้จ่ายที่สูง ทั้งในแง่ตัวเงินและกำลังคนที่ต้องใช้ในช่วงเริ่มนำเอาระบบนี้มาใช้ ซึ่งการที่มันมีค่าใช้จ่ายสูงนี้ถือเป็นข้อจำกัดสำคัญของมัน คือมันเหมาะสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ ที่มีบุคลากรจำนวนมาก ถึงจะคุ้มค่ากับการลงทุน (สำหรับไม่ว่าองค์กรนั้นจะมีพนักงาน 1,000 คน หรือ 10,000 คน ค่าใช้จ่ายในการพัฒนา HRIS ก็พอๆ กัน)
ปัจจุบันเราต่างยอมรับว่า คนเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ แต่ทรัพยากรบุคคลเป็นทรัพยากรมีค่าใช้จ่ายสูงที่ธุรกิจ ต้องรับภาระทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น เงินเดือน สวัสดิการ และข้อมูลผูกพันในสัญญาจ้างงาน HRIS จึงเป็นระบบสารสนเทศที่นำเสนอข้อมูลการตัดสินใจซึ่งเกิดประโยชน์แก่องค์การและสมาชิกแต่ละคน ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับงานด้านทรัพยากรบุคคลอย่างถูกต้องขึ้นและเพื่อผลประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร

วันเสาร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2551

ใบบัวบกหัวอกกลัดหนอง 555




ไม่ได้ up Block หลายวัน มัวแต่ไปหลบเลียแผลใจ วันนี้ไม่ได้แนะนำร้านแต่มาชวนทำน้ำใบบัวบกดื่มแก้ช้ำใน

ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ
คุณค่าทางอาหาร มีวิตามินเอสูงมาก ช่วยบำรุงสายตา มีแคลเซียมสูงมากเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีวิตามินบี 1 สูงกว่าผักทั่วไปหลายชนิด
คุณค่าทางยา ใบบัวบกมีชื่อเสียงแก้ช้ำใน ทำให้หายฟกช้ำได้ดี แก้ร้อนในกระหายน้ำ ลดอาการปวดศีรษะข้างเดียว บำรุงสมอง บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้าได้ดี แก้ความดันสูง ถ้าดื่มทุกวัย เพียง 1 สัปดาห์ ความดันโลหิตที่สูงจะลดลง นอกจากนั้น ยังมีฤทธิ์ทำลายเซลมะเร็งลดการอักเสบ และรักษาแผลในกระเพราะอาหารและลำไส้ ช่วยให้การไหลเวียนของโลหิต ทำให้เลือดแข็งตัวเร็ว ช่วยขับปัสสาวะ

คุณค่าทางหัวใจ ทำให้รู้สึกหัวใจชุ่มชื่น ยิ่งคนที่ทำให้เป็นกิ๊กใหม่รักใหม่จะยิ่งหายเร็วกว่าเดิม


ส่วนผสม
• ใบบัวบก 10 กรัม ( 5 ช้อนคาวใบหั่นแล้ว)• น้ำเชื่อม 15 กรัม (2 ช้อนคาว) (ใช้สารให้ความหวานหรือน้ำตาลเทียมได้ หากต้องการลดน้ำตาล)• น้ำสะอาด 240 กรัม (18 ช้อนคาว หรือประมาณ แก้วครึ่ง)
วิธีทำ
ล้างใบบัวบกให้สะอาด หั่น แล้วนำไปใส่เครื่องปั่น ใส่น้ำครึ่งหนึ่ง ปั่นให้ละเอียด กรองเอาแต่น้ำ เติมน้ำที่เหลือที่กากแล้วคนให้เข้ากัน คั้นอีกรอบ นำน้ำที่ได้มาเติมน้ำเชื่อม เสริฟได้ทันที
หากต้องการเย็น ลดน้ำลงครึ่งหนึ่ง เพื่อให้เข้มข้น เมื่อได้น้ำแล้ว เติมลงในน้ำแข็งทุบ หรือน้ำแข็งแบบก้อนเล็ก ควรดื่มให้หมดโดยไม่ทิ้งไว้นาน เพราะคุณค่าทางอาหารจะลดลงอย่างรวดเร็ว

วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

นมจากเต้า


อย่าคิดลึก เพราะเป็นนมจากเต้าของแม่วัวพันธ์ดี ไปดูด
เอ๊ย...ดื่มได้ที่ร้าน มนต์นมสด ถนนดินสอนะ จ๊วบ

ขอไม่บรรยายได้ไหม กลัวน้ำยายไหล เอ๊ย...น้ำลายไหล

วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

ก๋วยจั๊บ VS วรกร

บ่ายแก่ๆถึงแก่มากๆ เกิดคิดขึ้นมาได้ว่าอยากไปบริจาคที่ รพ.ประสาท แยกตึกชัย และก็เกิดคิดขึ้นมาได้อีกนั่นแหล่ะว่า "วรกร"เพื่อนเราไปผ่าตัดสมองอยู่ที่นั่น ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวได้ทำบุญด้วยแล้วก็ได้เยี่ยมเพื่อนไปในตัว

ทำเรื่องบริจาคเสร็จก็ขึ้นไปเยี่ยมเพื่อน ใจก็ตุ๊มๆต่อมๆว่าเพื่อนเราจะเป็นไง ผิดคาด... วรกรอาการดีขึ้นมาก ยังตลกได้เหมือนที่เขาเป็น กินอาหารได้ และชูนิ้วโป้งสู้ๆอยู่ตลอดเวลา คนเฝ้าน่ารักมากอ่านหนังสือธรรมมะให้เพื่อนฟังตลอด คนป่วยกินอาหารได้เห็นร่ำๆจะกินข้าวเหนียวส้มตำ ไว้ออกจากโรงพยาบาลก่อนนะเพื่อน ใครอยากไปเยี่ยมก็ไปที่แผนกผู้ป่วยชาย(ห้องรวม) ชั้น 3 นะ

ไหนๆก็ไหนๆ อยู่แถวนั้นแล้ว แอบไปกินก๋วยจั๊บอนุเสาวรีย์ดีกว่า
ก๋วยจั๊บน้ำข้น สาขาอนุสาวรีย์ฯ ที่ตั้งร้านหาไม่ยากเลย อยู่ตรง Victory Point
บรรยากาศร้านดูธรรมดา แต่รสชาติไม่ใช่ย่อย ไม่เชื่อก้อลองดูคนที่เข้าไปนั่งทานโอ้โห...ไม่น่าเชื่อว่าจะแน่นเต็มทุกโต๊ะ

ทีเด็ดของร้าน ก๋วยจั๊บน้ำข้น มีเครื่องประกอบไว้มากมาย อย่าง ไข่เป็ด เต้าหู้ เลือด หนังหมู หมูกรอบ ลิ้นหมู แต่ถ้าเป็นพวกเครื่องใน ก้อมี ตับ ไส้ ปอด และหัวใจ ที่นำไปลวกกับน้ำซุปพะโล้ให้สุก
และที่ขาดไม่ได้ เส้นก๋วยจั๊บที่นำไปต้มผสมกับแป้ง พร้อมใบเตย เพื่อความหอม เหนียวนุ่ม ส่วนขั้นตอนก้อเพียงตักเส้นก๋วยจั๊บลงไปในชาม วางเรียงเครื่องประกอบต่างๆ ลงไปให้น่าทาน ตามด้วยโรยกระเทียมเจียว ผักชี ต้นหอมซอย ช่วยให้หอมยิ่งขึ้น สุดท้ายตักน้ำซุปใส่ชามเป็นอันว่าเสร็จ รสชาติเส้นก๋วยจั๊บหอม ได้กลิ่นใบเตย นุ่มลิ้น ส่วนเครื่องประกอบอย่างเครื่องในหมู กับเลือด ไม่เหม็นคาว นุ่มกำลังดี ยิ่งถ้าเป็นปอด กับไส้ อร่อยสุดๆ ส่วนน้ำซุปหวานกลมกล่อม ได้กลิ่นเครื่องพะโล้ หมูกรอบ ก้ออร่อยไม่แพ้เครื่องใน เคี้ยวมันส์กรุบกรอบเพลิดเพลินใจ

ไข่เป็ดชิ้นโตน่าทาน เต้าหู้นิ่ม อร่อยทุกอย่าง จนไม่อยากวางช้อนเลยล่ะ แต่ถ้าเพื่อนๆ เบื่อเส้นก๋วยจั๊บ จะเปลี่ยนมาเป็น เส้นหมี่ขาว ก้อเข้าท่า เครื่องประกอบเหมือนกันทุกอย่าง เพียงแต่เพิ่มถั่วงอกลวกลงไปเป็นผักเคียง ก้ออร่อยไปอีกแบบ หรือจะเป็นเส้นเล็ก ที่ทั้งขาวเหนียวนุ่ม ไม่แพ้เช่นกัน
เคล็ดลับความอร่อย สำหรับร้านนี้ อยู่ที่น้ำซุป ทั้งหวาน หอม กลมกล่อม ซดคำแรก ก้อรู้รสทันที ว่าหวานอย่างธรรมชาติ ด้วยหัวไชเท้า และที่ขาดไม่ได้อีกเหมือนกัน คือ เส้นก๋วยจั๊บที่นุ่ม ขาว น่าทาน ไม่เหนียวจนเกินไป แถมยังมีกลิ่นและรสชาติใบเตยมาผสมผสานกับเส้น

อร่อยอย่างเดียวไม่พอ ราคาถูกอีกต่างหาก ชามโต อิ่มไปถึงเช้าเชียวล่ะ เพียงราคา (ธรรมดา 20 บาท พิเศษ 25 บาท) จะนั่งทานหรือซื้อใส่ถุงไปฝากคนที่บ้าน ก้อแล้วแต่สะดวก และถ้าเพื่อนๆ อยากใส่เครื่องในเป็นพิเศษ ก้อสามารถสั่งได้ตามใจชอบนะ

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

หมูทอดทงคัตซึ Tonkatsu Raku Tei



ร้าน Tonkatsu raku tei ส่วนใหญ่ก็จะเป็นชุดหมูทอดทงคัตซึแบบต่างๆ ราคาประมาณ เซ็ตละ 200+บาท

ร้านอยู่ชั้นใต้ดินของ UFM Supermarket ซึ่งเข้าทางด้าน ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ หรือเข้าทางสุขุมวิท 31 ก็ได้ แต่เพชรบุรีจะใกล้กว่า เข้าไปตรงซอยที่มีร้านสเต็กลาว เข้าไปนิดเดียวก็จะเจอแล้ว ร้านสวยเห็นไหม


ชุดหมูทอด ทุกชุดสามารถขอเติมผักกระหล่ำได้ไม่อั้น
ราดน้ำจิ้มกับผักแล้วสามารถทานได้เรื่อยๆ









ราดน้ำจิ้มเข้าไปบนหมูทอด








งานี้ใช้สำหรับผสมกับน้ำจิ้มแต่ต้องคั่วก่อน















เชฟที่ทำอาหารมาจากญี่ปุ่น ซึ่งอาหารอร่อยดี บรรยากาศก็ดี
พอทานเสร็จมีขนมให้ทานกันอีกด้วย อร่อยๆๆ ใครไม่มีเพื่อนไปบอกเราได้นะ
จะไปเป็นเพื่อน ไฮ้!